Amazing ชนบทมัด หมี่มัดใจเที่ยวเมืองผ้าไหมมัดหมี่โลก

“ศูนย์รวมผ้าไหม” หนึ่งในคำขวัญจังหวัดขอนแก่น ทำให้ทุกปลายปี ขอนแก่นจึงจัดเทศกาลงานไหมเป็นหน้าเป็นตาของเมือง แถมในปี 2018 สภาหัตถกรรมโลก ยังยกย่องให้จังหวัดขอนแก่น เป็นเมืองแห่งผ้าไหมมัดหมี่โลก หรือ “World Craft City” อีกด้วย แต่หากจะเจาะลึกลงไปอีกว่า แล้วจุดไหนของขอนแก่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ด้านผ้าไหมได้ชัดเจนที่สุด เชื่อว่าทุกคนในขอนแก่นต้องชี้เป้าตรงมาที่ อำเภอชนบท เป็นเสียงเดียวกันแน่


แต่ ๆ ๆ อำเภอนี้เขาก็มีของดีอีกมากมายที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง และอาจจะทึ่งจนต้องอุทานว่า Amazing! ออกมาก็ได้ เพราะนอกจากแหล่งท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมแล้ว อำเภอชนบทยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่น่าสนใจ มีร้านกาแฟดี ๆ ที่บาริสต้าของร้านรั้งตำแหน่งแชมป์เปี้ยนด้านการชงกาแฟ มีของกินอร่อย ๆ ตลาดชุมชนที่เกิดขึ้นเองแบบออแกนิค รวมถึงพิพิธภัณฑ์แนวใหม่เกี่ยวกับผ้าไหมมัดหมี่ ที่ถูกตีมูลค่าจากองค์กรทางด้านการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ระดับนานาชาติ ประกาศยกย่องว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีคุณค่าในเชิงการออกแบบ การประยุกต์ใช้งานและสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มีมูลค่าสูงถึงหลายหมื่นดอลล่าสหรัฐ รอมัดอกมัดใจทุกคนที่จะเข้ามาเยือน


เกริ่นยาวไปก็เท่านั้น เพราะโบราณกล่าว สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น เช่นนั้น Local Insider ครั้งนี้ขออาสาพาคุณไปซึมซับกับทุกเสน่ห์ของอีกหนึ่งอำเภอน่ารักในขอนแก่น อย่างอำเภอชนบท ว่าแล้วก็ Let’s Go กันเลย


Good Morning ตลาดน้อย

เช้าตรู่ ตั้งแต่ตีสี่จนถึงแปดโมงเช้าของทุกวัน สุดซอยถนนผ้าไหม (ปากซอยทางเข้าคือสถานีตำรวจภูธรชนบท)  ถนนหน้าวัดศรีบุญเรือง จะเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขายชาวชนบทและผู้คนต่างถิ่น วางขายสินค้าแบกะดินและตั้งโต๊ะ แนะนำว่าถ้าจะมาแบบของครบ ๆ สักราว ๆ 6.30 น. เป็นเวลาที่พอดิบพอดี สินค้าลงครบ ฟ้าแจ้งตาใส มองอะไรก็เห็น ผู้คนกำลังคึกคัก แนะให้จอดรถในวัดแล้วออกมาเดินช็อป ชิม กัน 

สินค้าส่วนใหญ่เป็นของพร้อมกิน วัตถุดิบสด ๆ สำหรับปรุงอาหาร เปลี่ยนผันไปตามฤดูกาล และข้าวของเครื่องใช้  เป็นตลาดขนาดกะทัดรัด เกิดขึ้นเองตามวิถีชีวิตที่น่ารัก เป็นกันเอง และมีความเป็นพื้นถิ่นสูง สิ่งที่ชอบที่สุดสำหรับคนรักการทำอาหารก็คือ ปลาธรรมชาติสด ๆ ที่ชาวบ้านหาได้จากแม่น้ำชี และ หนองกองแก้ว บึงน้ำธรรมชาติคู่บ้านคู่เมืองของชนบท มาวางขายแบกะดินแบบยังดิ้น ๆ หรือว่ายน้ำ ให้เลือกซื้อสด ๆ

 

นอกจากนี้ก็ยังมีผักหญ้าที่แม่ค้าคนรักการเพาะปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี เก็บมาจากสวนหลังบ้าน นำมากำ มัด จัดใส่จาน ให้เลือกซื้อไปดูแลสุขภาพกันได้ในราคาย่อมเยา โดยเฉพาะแผงผักแบกะดินของ แม่พิณ จันทร์หล้า ผักพื้นบ้าน ถั่วพู ปลูกเอง ขายทุกวัน อันนี้การันตีว่าผักสดงามน่ากินมากมาย (แม่พิณ โทร 093 539 8315)  ผลไม้อีสานพื้นบ้านตามฤดูกาลก็มีวางขายให้เห็น ตอนไปเก็บข้อมูลเป็นช่วงต้นหนาว ได้เห็น บักซ่มมอ (สมอไทย) มัดเป็นพวงวางขาย หรือจะเป็นปลาร้าจากโคราชของพี่กวงเจ้าของแผงผลไม้ตลาดน้อย ข้าวจี่จากข้าวใหม่ต้นฤดู ไส้กรอกกุนเชียงโฮมเมดก็มีคนทำเองและนำมาย่างเตาถ่านขายให้ได้ลิ้มลองกันสด ๆ

 

อีกมุมที่นารักมากคือ คนที่มาเดินตลาดหลายคน จะหิ้วตะกร้าสานมาใส่สินค้าเอง เป็นภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นกันแล้ว แต่ยังมีให้เจอได้ที่ตลาดน้อยแห่งนี้  หากมีโอกาสแวะมา เผื่อว่านึกไม่ออกว่าจะซื้ออะไรดี ขอชี้เป้าพอเป็นไกด์ ว่าโปรดอย่าพลาด ขนมครกโบราณยายแต๋ว ฝั่งติดรั้ววัด เจ้านี้เขาขายมานานกว่าสามสิบปีแล้ว เป็นขนมครกสีเขียวที่โรยแต่ต้นหอมเท่านั้น เนื้อขนมกรอบเบา ๆ ที่ผิวนอก ด้านในนุ่มนิ่ม อิ่มกะทิ เนื้อขนมครกไม่หวาน เพราะเขาจะมีน้ำตาลมาให้โรยแยกต่างหาก สนนราคา กล่องละ 20 บาท ได้ขนมครก 7 คู่  โทร.093 539 8315 (หยุดทุกวันศุกร์ เพราะจะย้ายไปขายหน้าตลาดคลองถม ตรงหน้าโลตัสแทน)

ปาท่องโก๋ตลาดน้อย ร้านนี้จุดสังเกตคือ พ่อค้าชื่อหนุ่ม ทรงผมเท่ ทอดปาท่องโก๋อย่างตั้งอกตั้งใจ ใกล้ ๆ กันคือ ภรรยา ที่ช่วยกันทำมาหากิน เข้าตำรา “ผัวหาบ เมียคอน” ร้านนี้คนมุงเยอะ มีน้ำเต้าหู้ขายด้วย พ่อค้าเล่าให้เราฟังว่าได้สูตรมาจากเยาวราชเชียวนะ

ใครชอบอาหารปรุงสุกพร้อมกิน แนะนำให้อุดหนุน รถเข็นขายกับข้าวของ ยายรัตน์ ตลาดน้อย วัย 72 ปี มีอาหารให้เลือกมากมาย ทั้งอาหารไทย อาหารอีสาน และของหวาน ยายรัตน์บอกว่า ตนเองคือแม่ค้าคนแรก ๆ ที่เริ่มขายของในตลาดน้อยแห่งนี้ ขายดิบขายดีมีคนแวะเวียนมาซื้อบ่อย ๆ เป็นเครื่องการันตีแล้วว่าของเขาต้องอร่อยจริง


นั่งชิลฮีลใจริมหนองกองแก้วจุดเริ่มต้นเมืองชนบท

สุดถนนของตลาดน้อย คือหนองกองแก้ว แหล่งชุ่มน้ำสำคัญของอำเภอชนบท ที่ตั้งอยู่กลางเมือง และมีถนนวนรอบทิศ ให้คนรักสุขภาพมาวิ่งออกกำลังกาย หรือใครที่ชื่นชอบการนั่งชิล ชมวิถีชีวิตของผู้คน ประมงริมน้ำ ก็พอมีให้เห็น ลมพัดเย็น ๆ ผืนน้ำกว้างสลับเกาะเขียวจากพืชน้ำ นกน้ำบินว่อน เรือล่องหาปลา แค่นั่งมองก็เพลินใจแล้ว

 

หนองกองแก้วยังเชื่อมโยงไปถึงการตั้งบ้านเมืองชนบทแห่งนี้ โดยมีข้อมูลจากเว็บไซต์ Khonkaenlearningcity.com มีข้อมูลระบุว่า เริ่มต้นจากช่วงเวลาราว พ.ศ.2326 ในสมัยรัชกาลที่ 1 ท้าวคำพา หรือ เพียเมืองแสน สมุหกลาโหมแห่งเมืองสุวรรณภูมิ อพยพครอบครัวและสมัครพรรคพวกมาพักอยู่ที่บ้านหนองกองแก้ว ซึ่งก็คือหนองกองแก้วในปัจจุบัน และเข้ารับราชการกับเจ้าพระยานครราชสีมา

 

เพียเมืองแสน ทำความดีความชอบเป็นที่พอพระราชหฤทัย พ.ศ.2335 รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นเจ้าเมือง ตำแห่ง พระจันทรประเทศ และยกฐานะบ้านหนองกองแก้ว ขึ้นเป็นมือง พระราชทานนามว่า เมือง “ชลบถ” ซึ่งแปลว่า เมืองแห่งทางน้ำ จากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมโยงกับการปกครอง มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุด ชลบท ถูกเปลี่ยนเป็น อำเภอ ชนบท เช่นทุกวันนี้นั่นเอง

 

เรื่องชื่อ ชลบท หรือ ชนบท นั้น เป็นข้อถกเถียงอยู่บ้าง บ้างว่า แต่เดิมชื่อเมือง “ชลบทวิบูลย์” บ้างว่ามีชื่อ “ชนบทบุรี” มาแต่ต้น ชื่อ ชนบทบุรี นี้ผู้เขียนค้นข้อมูลระบุไว้ใน จดหมายเหตุรัชกาลที่สอง เลขที่ ๑๐ เนื้อหาส่วนที่สอง ซึ่งว่าด้วยเรื่อง ครัวลาวภูครังพิษณุโลกพากันหลบหนีไปเวียงจันทร์ ระบุว่า

 

“…หนังสือเจ้าพระยาจักรีฯถึงพระยาจันทรปรสเทศเมืองชนบทบุรีพระลคอรเจ้าเมืองขอนแก่นพระไกรสิหนาทเจ้าเมืองภูเขียวด้วยทรงพระกรุณาตรัสเหนือเกล้าฯสั่งว่าครัวลาวเมืองภูครังแขวงพิษณุโลกพากันหลบหนี…”

แต่ส่วนใหญ่ข้อมูลจากท้องถิ่นอำเภอชนบทที่เผยแพร่กัน เทน้ำหนักไปทางชื่อเดิมว่า ชลบทวิบูลย์ และกลายเป็น ชนบท ในภายหลัง คนชนบทในพื้นที่ยังยืนยันว่า เคยได้ยิน ปู่ย่าตายาย ออกเสียงเรียกชื่อบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองว่า ชลบท กันทั้งนั้น

เรื่องที่มาที่ไปของชื่อที่แน่ชัดจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนไม่กล้าฟันธง คงต้องรอผู้รู้มาแลกเปลี่ยน แต่สำหรับฐานะนักท่องเที่ยว เรารู้แค่ว่าวันนี้พวกเรามีอำเภอชนบท ซึ่งมีหนองกองแก้วอยู่กลางเมือง เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ วิ่งออกกำลังกาย สถานที่นั่งชิลของคนทุกวัยในชนบท และยังเป็นแหล่งน้ำแห่งชีวิตที่หลายคนใช้ทำมาหากินแบบพึ่งพาธรรมชาติ


กวยจั๊บริมหนองของดีต้องลองหากมาเยือนชนบท

ช็อปตลาดน้อย และชมวิวริมหนองกองแก้วยามเช้าเสร็จแล้ว ใครท้องเริ่มร้อง บอกเลยว่าอย่าเพิ่งไปไหน เพราะใกล้ ๆ แถวนั้น มีของอร่อย อย่าง กวยจั๊บริมหนอง ของร้าน “บ้านริมหนอง ก๋วยจั๊บญวน” (คำว่า กวยจั๊บ สะกดตามเสียงสามัญไม่มีวรรณยุกต์ แต่ชื่อร้านเขียนแบบใส่ไม้จัตวา จึงคงเอาไว้ตามความเป็นจริง) ซึ่งเป็นเจ้าเก่าแก่ เปิดขายมาตั้งแต่รุ่นแม่อายุสูตรรวม ๆ ก็ 50 กว่าปีแล้ว 

พี่กุ้ง นภวรรณ กมลเพชร เจ้าของร้าน เป็นคนชนบทแท้ ๆ พ่อแม่พาค้าขายมาตั้งแต่เล็ก ๆ  ก็อาศัยดูแม่ทำอาหารมาเรื่อย ๆ และเปิดต่อเนื่องมา เมนูเด็ดที่คนชนบทเขาเร็กคอมเมนต์ให้ลิ้มลองมีสองเมนูหลัก อย่าง กวยจั๊บ ที่ใช้เส้นกวยจั๊บสดเส้นเล็ก มาต้มกับน้ำซุป ปรุงทีละหม้อตามออเดอร์ พร้อมเครื่องเครามากมาย ทั้งเลือดหมู หมูปั้นก้อน หมูยอหั่นเส้นฝอยเล็กยาว ไข่ต้ม โรยหอมเจียวจุก ๆ พร้อมผักชีใบเลื่อยซอยกลิ่นหอม 

ส่วนอีกเมนูเด็ด คือ ต้มเลือดหมู น้ำใส แต่มีรสมีชาติ ใส่ทั้งเลือดหมู กระเพาะหมู หมูก้อน ไส้หมู ตับหมู เห็ดหูหนูขาว ขึ้นช่าย ผักกาดหอม และใส่สาหร่ายด้วย โรยพริกไทยขาวป่นสักนิด กินกับข้าวสวยร้อน ๆ ซดคล่องคอเจริญอาหาร

นอกจากกวยจั๊บสไตล์กวยจั๊บและต้มเลือดหมูแล้ว ยังมีอาหารเช้าอื่น ๆ เช่น ข้าวต้มเครื่อง อาทิ ข้าวต้มกุ้ง ข้าวต้มปลากะพง ฯลฯ รวมถึงของหวานน้ำกะทิ ใส่ถ้วยให้เลือกสั่งลิ้มลองกันด้วย

 

ร้านนี้อาจเปิด ๆ ปิด ๆ แต่ถ้าเปิดเมื่อไรขายดีเมื่อนั้น และหมดเร็วด้วย แนะนำว่าถ้าจะไปให้โทรถามก่อนจะได้ไม่ฟาวล์ ร้านเปิดเวลา 07.30 น.-13.00 น. โทรศัพท์ 084 987 8665


มื้อเช้าอิ่มโฮกกับโจ๊กต้มเส้นถ้วยโตร้านแม่นก

จากตลาดน้อย  หากคุณปักหมุดหาวัดโพธิ์ศรีสะอาด เจอ คุณก็จะเจอกับ ร้านโจ๊กแม่นก ร้านอาหารเช้าเล็ก ๆ ริมหัวมุมแยกถนนใกล้วัด ที่ตกแต่งด้วยต้นไม้นานาชนิด เพราะเจ้าของรักธรรมชาติ นอกจากนั้นยังใจดี เพราะที่นี่คนชนบทเขารู้กันว่าร้านนี้ให้เยอะ ถ้วยโต รสนัว กินถ้วยเดียวอิ่มคุ้ม ของร้านโจ๊กแม่นก ที่อยากให้ได้ลองไปชิม

แม่นกนุชภาแย้มทับ วัย 55 ปี อดีตซูเปอร์ไวซ์เซอร์โรงแรม ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี แต่มีไฟต์บังคับต้องกลับบ้านเกิดเพราะคุณแม่เสีย พอกลับมาอยู่บ้านและคิดเปิดร้านโจ๊ก ต้มเส้น กวยจั๊บ ขายเป็นอาหารเช้าเพื่อเลี้ยงชีพ แต่ผลที่ได้มากไปกว่านั้น เพราะอาหารเช้าคุณภาพดี ราคาย่อมเยาของพี่แก ยังได้เลี้ยงคนชนบทให้อิ่มท้องกันได้ในราคาประหยัด

สูตรต่าง ๆ แม่นก คิดเองทั้งหมด อาศัยเอาว่าเป็นคนชอบกิน ชอบชิม ก็เลยทดลองปรุง และปรับสูตรจนคิดว่า นี่แหละ ลงตัวแล้ว จึงทำขายแบบที่ตัวเองทำกิน ที่สำคัญทำเองทุกอย่าง และตั้งเป้าว่าลูกค้าต้องอิ่มท้องกลับไป

 

ทีเด็ดอยู่ที่ของตุ๋นเครื่องพะโล้น้ำดำต่าง ๆ ทั้ง บาทาไก่ตุ๋นจนนุ่มนิ่มกระดูกล่อน กระดูกเอียเล้งตุ๋นชิ้นโต ๆ แต่เนื้อเปื่อยกินง่าย ใครจะสั่งแบบ โจ๊กล้วน โจ๊กผสมต้มเส้น ต้มเส้นล้วน กวยจั๊บ ก็สุดแล้วแต่ใจจะไขว่คว้า สนนราคากันเองสุด ๆ เริ่มต้นที่ 25 บาท ไปถึงสูงสุด 50 บาท แต่ต้องย้ำว่าแม่นกใจดี ให้เยอะ ดังนั้นโปรดสั่งมาชิมทีละถ้วย อย่าสั่งแบบหน้ามืด

 

ร้านโจ๊กแม่นก เปิดทุกวัน หยุดเฉพาะติดธุระ เวลา 07.00 น. ขายหมดไม่เกิน 10 โมงเช้า แวะเวียนมาอย่าลืมลองมาชิม พิกัดหากมาจากถนนใหญ่ หันหน้ารถทางที่จะไปมัญจาคีรี ให้เลี้ยวขวาเข้าถนนสายด้านหลังโรงพัก เทศบาลเก่า สุดทางของวัดโพธิ์ ร้านจะอยู่หัวมุมสามแยก โทร 080 187 3228


ชมสิมเก่าร้อยปีวัดบึงแก้วกับลายปูนปั้นนูนต่ำวิถีชีวิตคนอีสาน

วัดหนึ่งที่อยากให้แวะไปเยือนหากมาอำเภอชนบท ก็คือ วัดบึงแก้ว ตั้งอยู่ในโซนเมืองเก่า (โซนที่ทะลุไปยัง ตลาดน้อยได้ อยู่ใกล้ถนนสายไหม) เพราะที่นั่น มีสิมเก่าแก่ อายุร้อยกว่าปี เป็นสิมทึบก่ออิฐถือปูน สกุลช่างญวณ หลังกะทัดรัดดูตะมุตะมิ ซึ่งมีเอกลักษณ์ตรงที่ปรกติสิมญวณส่วนใหญ่จะประดับด้วยฮูปแต้ม แต่สำหรับสิมแห่งนี้ ลวดลายต่าง ๆ เป็นประติมากรรมปูนปั้นนูนต่ำ และทาสีทับลงไป เกิดมิติที่สวยงาม แถมเรื่องราวของลายปั้น ยังสะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนอีสาน อาทิ รูปวงหมอลำ หมอแคน ภาพเรือกลไฟ รูปคนตีฆ้อง รูปคนชกมวย ภาพคนเก็บรวงผึ้ง เป็นต้น และอีกส่วนสะท้อนถึงธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว อาทิ ลายปูนปั้นรูปพืชน้ำ นกน้ำ ปลา สัตว์น้ำ ฯลฯ  ทั้งยังมีการประดับเครื่องเคลือบกระเบื้องบริเวณหน้าบันด้านหน้า ตลอดจนการประดับกระจกเงา ดูแล้วสวยงามเพลินตามาก ๆ



ข้าวมันไก่สุทธินันท์ตำรับจีนไหหลำ

คนชนบทมีข้าวมันไก่ขึ้นชื่ออยู่ตรงหน้าตลาดสดเทศบาล ชื่อ ข้าวมันไก่สุทธินันท์ ซึ่งคนอายุราว 30-40 ปี ก็จะชี้เป้าบอกเราว่า ร้านนี้กินมาตั้งแต่เป็นเด็ก เพราะทางร้านเปิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2539 

เอกลักษณ์ คือ ใช้ไก่ตอน ต้มตามกรรมวิธีของทางร้าน ทีเด็ดคือขนาดเนื้ออกไก่ก็ยังคงความนุ่ม ข้าวมันเรียงเม็ดสวย หวานเค็มปะแล่ม หอมมันพอประมาณ เสิร์ฟน้ำซุปที่มีชิ้นฟักต้มด้วย นับว่าเป็นข้าวมันไก่รสดี กินง่าย ร้านหนึ่งก็ว่าได้

คุย คุ้ยลึกไปกว่านั้นตามประสาคนชอบเมาท์ เราจึงได้รู้ว่าตำรับข้าวมันไก่ของทางร้านนั้นได้มาจากญาติผู้ใหญ่ฝั่งสามีของเจ้าของร้านเป็นคนกรุงเทพฯ เคยอยู่ในกลุ่มแนวร่วมคอมมิวนิสต์เก่า และถูกส่งไปเรียนแพทย์ฝังเข็มที่จีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากวิชาการแพทย์แล้ว อีกสิ่งที่ได้เรียนติดตัวมา คือวิชาทำข้าวมันไก่แบบไหหลำ และพอกลับมาเมืองไทย หลังนโยบายปรองดอง ไม่มีคอมมิวนิสต์อีกต่อไป จึงส่งต่อสูตรข้าวมันไก่นี้สู่ญาติพี่น้องทุกคนให้ทำขาย หนึ่งในนั้นก็คือน้องสาวฝั่งสามีของพี่หมี รัศมี จันทจิตร ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน ณ ปัจจุบัน ก่อนจะส่งต่อสูตรมายังพี่หมีอีกที 

ปัจจุบัน ทางร้านปรับกรรมวิธีการทำให้สะดวกขึ้น โดยใช้เครื่องเจียวน้ำมันสำหรับหุงข้าวมันไก่ จากเจ้าที่เจียวขายแบบสำเร็จ แต่นำมาปรุงรส และหุงตามกรรมวิธีดั้งเดิม ใช้ข้าวหอมมะลิอย่างดี ตรานกเป็ดน้ำ จากโรงสีใหญ่ของอำเภอบ้านไผ่ เม็ดข้าวจึงเรียงสวยนุ่มหนึบ ซึ่งเป็นข้าวที่ใช้มาตั้งแต่เริ่มแรกเปิดร้าน   

นอกจากข้าวมันไก่แล้ว ทางร้านยังมีไก่กรอบ ข้าวขาหมู และอาหารตามสั่ง ส้มตำ ให้เลือกสั่งได้ตามชอบ แต่ที่ได้ใจที่สุดคือ ถ้าสั่งข้าวขาหมูที่หอมกลิ่นเครื่องเทศ เขาจะเสิร์ฟพริกขี้หนูสวนแท้ ๆ เม็ดเล็กจิ๋ว แต่เผ็ดฉุนกรุ่นจมูก 

ข้าวมันไก่สุทธินันท์ เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 05.30 -15.00 น. นาน ๆ จะหยุดวันอาทิตย์สักที ส่วนใหญ่ไม่หยุด พิกัด ตรงข้ามตลาดสดเทศบาลชนบท ใกล้ที่ว่าการอำเภอชนบท สามารถจอดรถในที่ว่าการได้เพื่อความสะดวก โทร. 0942908283


หม่ำแม่บัวเงิน (เจ้พา) หอมกลิ่นเนื้อและตับตำรับอุบลฯชนบท

ชนบท ก็เป็นอีกเมืองที่มีหม่ำอร่อยเป็นเอกลักษณ์ ไม่แพ้ใคร จนนักกิ่นหม่ำหลายรายเทใจยกนิ้วให้กัน พิกัดร้านส่วนใหญ่ตั้งขายอยู่ใกล้กับตลาดสดเทศบาลชนบท หรือใกล้ที่ว่าการอำเภอนั่นเอง 

ร้าน หม่ำแม่บัวเงิน (เจ้พา) ขายมายาวนานกว่า 30 ปี เจ้าของสูตรคือคุณยายบัวเงิน อายุ 79 ปี (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) เป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี แต่งงานกับสามีและย้ายมาอยู่ที่อำเภอชนบท

พี่ วิภาพร บุตรี หรือ เจ๊พา ทายาทผู้เป็นลูกสาวของคุณยายบัวเงิน เล่าให้ฟังว่าร้านนี้พิถีพิถันในการทำหม่ำมาก ตั้งแต่เลือกใช้เนื้อเขียงสด นำมาแต่งเนื้อเองเพื่อให้ได้เนื้อส่วนที่ดีมาใช้ ข้าวที่ใช้ทำหม่ำ ใช้เฉพาะข้าวเจ้าหอมมะลิมาคั่วใหม่ทุกวัน และจะปั่นข้าวคั่วสด ๆ เฉพาะช่วงเวลาที่จะผสมเครื่องเท่านั้น เกลือที่ใช้ทำหม่ำก็ต้องนำมาคั่วก่อน 

เอกลักษณ์ของหม่ำบัวเงินคือจะใช้ตับเนื้อสด ๆ ไม่นำไปย่าง นำมาสับรวมกับเนื้อก่อนเคล้ากับกระเทียมแบบจุก ๆ แล้วบรรจุลงไส้ มีขายทั้งแบบเป็นข้อ และแบบเป็นก้อนกลมใหญ่ ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนก็อร่อยทั้งนั้น หม่ำบัวเงินนั้นรสนัวหอมกลิ่นกระเทียม เนื้อ และตับ อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ทางร้านยังมีหม่ำหมู ไส้กรอกอีสาน ส้มตีนวัว ให้เลือกอุดหนุนกันได้ เวลาใครมาซื้อกลับบ้านเขาก็จะนำไปซีลสุญญากาศ เพื่อเก็บกลิ่นเวลานำขึ้นรถ 

พี่วิภาพร แนะนำวิธีปรุงหม่ำเพื่อรับประทานด้วยว่า ถ้าจะอบ ก็นำไปอบทั้งแท่งได้เลย ส่วนถ้าใครชอบแบบทอด ให้หั่นหม่ำเป็นแว่นก่อนจึงนำไปทอดในน้ำมันด้วยไฟกลางได้เลย ต่างจากไส้กรอกที่ต้องเริ่มทอดจากไฟอ่อน 

ร้านหม่ำบัวเงิน เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.30 – 20.00 น.โทร.081 592 2005 


เดินเที่ยวเล่นบนเส้นทางถนนสายผ้าไหม

ถนนศรีบุญเรือง ข้างโรงพัก ทอดยาวไปยังปลายทางคือวัดศรีบุญเรือง เชื่อมสู่ตลาดน้อย, หนองกองแก้ว  เป็นถนนสายสายสำคัญของเมืองชนบท และอาจกล่าวได้ว่าเป็นถนนที่สำคัญด้านวัฒนธรรมแห่งนึ่งในประเทศก็ว่าได้ เพราะที่นี่เต็มไปด้วยร้านรวงขายผ้าไหมทั้งสองฟากถนน และไม่ได้มีแค่ร้านค้าเท่านั้น แต่หลังร้านขายผ้าไหมเหล่านั้น พวกเขายังมีกี่ทอผ้าไว้ทอผ้าไหม และ เลี้ยงไหม ย้อมผ้า มัดหมี่ กันเป็นกิจวัตร บางแห่งยังเปิดเป็นเป็นศูนย์การเรียนรู้ย่อม ๆ อย่างเช่น ร้านเมืองไหม ที่มีศูนย์การเรียนรู้หัตถกรรมผ้าไหมมัดหมี่ ให้ผู้คนเข้าไปศึกษาเรียนรู้ลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ชนบท ทั้งลวดลายที่เป็นอัตลักษณ์ดั้งเดิม และลายประยุกต์คิดค้นขึ้นใหม่ที่ผ่านการประกวดชนะระดับประเทศ 

ร้านผ้าไหมในชนบทไม่ได้แค่ผลิตและจำหน่ายผ้าไหมเท่านั้น แต่ยังรับตัดผ้าไหมเป็นชุดสำเร็จรูปได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นชุดไทยพระราชนิยม ชุดสมัยใหม่ร่วมสมัย เป็นพื้นที่ที่เก่งกาจด้านการทำแพทเทิร์น และการตัดเย็บผ้าไหมที่ไม่มีที่ไหนในประเทศเทียบเทียมได้ ใครกำลังมองหาชุดผ้าไหมสวย ๆ หรืออยากตัดชุดไว้ออกงาน ต้องแวะมาเยือน 

เสน่ห์อย่างหนึ่งในย่านถนนผ้าไหมนี้ ก็คือ บ้านเก่า ให้คนที่หลงไหลกับการย้อนอดีตเข้ามาชมได้ โดยเฉพาะ บ้านของกำนันบุญ บ้านไม้สักสองชั้นหลังงาม ริมหัวมุมแยกกำนันบุญ ที่ตั้งอยู่ริมถนนศรีบุญเรืองนี้ เราได้เจอกับเจ้าของบ้าน คือ พี่สมพร และ พี่พิทักษ์ วัฒนาชัยสถิตย์ ลูกชายของกำนันบุญ ซึ่งเขายินดีให้เราได้เข้าไปชมด้านในของบ้าน และได้พบบันทึกประวัติศาสตร์บางแง่มุมของอำเภอชนบท ที่กำนันบุญเขียนด้วยชอล์กขาวตรงผนังบ้าน ความว่า

“8 .. 25 น้ำหัวยหนองเอี่ยนมาดไหลลงอ่างหนองกองแก้ว และมีอีกหลายข้อความ ที่อ่านยากเพราะกาลเวลาทำให้ลบเลือนไป หรือเราได้เห็นมีดอีโต้เก่า ที่ตีจากเหล็กน้ำพี้ โต๊ะทำงานของกำนันบุญที่ยังตั้งอยู่ที่เดิม  

ถนนสายผ้าไหม ยังมีร้านรวงภายใต้โครงสร้างบ้านห้องแถวเก่าให้ชม มีขนมถ้วยคุณไก่ หัวมุมถนนท้ายโรงพัก เป็นขนมถ้วยที่รสชาติและเนื้อสัมผัสน่ารัก ที่บอกแบบนั้น คือ เนื้อขนมกระเดียดไปทางขนมน้ำดอกไม้มากกว่าขนมถ้วย เพราะเนื้อนิ่ม ๆ เด้ง ๆ ส่วนหน้ากะทิก็ไม่ได้หนาอะไรมาก เป็นแต่เพียงเคลือบผิวหน้าขนมบาง ๆ แถมหน้าขนมยังบุ๋มชักหน้าต่างจากขนมถ้วยจริง ๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นพอกินดูแล้วก็ถือว่าอร่อยมีเอกลักษณ์ (โทร.080 758 3629)

จากร้านขนมถ้วย มองข้ามมาอีกฝั่งถนน จะพบร้านกาแฟลายไหมโฮมบรูว์เวอร์ ซึ่งร้านนี้ต้องขยายความเพราะคือทีเด็ดอีกอย่างที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนถนนสายผ้าไหมชนบท แต่ที่อยากเล่าให้ฟังก่อนก็คือ ร้านขายส้มตำและขนมจีนที่อยู่ติดกับร้านลายไหม ชื่อร้าน ส้มตำร้านโปรดสาขา 2 นั้นปรุงขนมจีนน้ำยาได้อร่อยมาก เนื้อปลาช่อนฟู ๆ ปรุงด้วยกะทิแท้หอมมัน รสชาติเค็มนัวเจือหวานกะทิตัดน้ำตาลเล็กน้อยแบบพอดิบพอดี 

ที่สำคัญร้านนี้เขามีความน่าสนใจก็คือ เมื่อก่อนเจ้าของบ้านทำโรงทอผ้าไหม แต่ธุรกิจซบเซาลงมากทำให้ค่อย ๆ ลดจำนวนการผลิต แต่ก็ยังเปิดโรงทอผ้าเล็ก ๆ เอาไว้ เพื่อให้ช่างได้มีงานทำ ดังนั้นเมื่อรายได้จากการขายผ้าไหมลดลง เขาจึงเลือกเปิดร้านขายส้มตำและขนมจีนขึ้นมา เพื่อนำเงินที่ได้จากส่วนของร้านอาหาร มาใช้หล่อเลี้ยงโรงทอผ้าและช่างทอนั่นเอง หากแวะไปก็อย่าลืมอุดหนุนเพื่อช่วยส่งเสริมให้คนทำงานทอผ้าสวย ๆ จะได้มีแรงขับเคลื่อนงานกันต่อไป  ป.ล.ร้านนี้ไม่มีที่นั่งกิน มีขายเฉพาะซื้อแบบเทคโฮมกลับบ้าน (โทร.081 258 0910)

ลายไหม Home Brew ร้านกาแฟดีกรีแชมป์เปี้ยน ที่ใช้ลวดลายผ้าไหมชนบทมาออกแบบเครื่องดื่มสุดเอ็กซ์คลิวซีฟ

ไอซ์ ธนดล หินเธาว์ เด็กวิศวะไฟฟ้า ป.โท จาก มข. ระหว่างเรียนกินกาแฟประจำ และรู้สึกว่ากาแฟคือสิ่งที่ช่วยให้ผ่านชีวิตในแต่ละวันได้  พอเรียนจบระหว่างรอรับปริญญา มีโอกาสได้ไปสัมผัสการทำงานร้านกาแฟในเมืองขอนแก่น แล้วตกหลุมรัก หลงใหล และรู้สึกว่าโลกของกาแฟนั้นผสานไว้ทั้งศาสตร์และศิลป์ กลายเป็นแพสชั่นของชีวิต และจุดเริ่มต้นให้ไอซ์เปิดร้านกาแฟแห่งนี้ขึ้น

ครอบครัวของไอซ์เป็นคนชนบทแท้ ทำผ้าไหมกันมาร่วมร้อยปี เปิดร้านลายไหมอยู่บนถนนสายผ้าไหมมายาวนาน นับว่าเป็นร้านเก่าแก่ร้านหนึ่งของอำเภอ ช่วงหนึ่งพ่อแม่ไอซ์เคยลองทำธุรกิจค้าขายอื่น ๆ แต่ก็ค้นพบว่า ในเมื่อรากเหง้าของตนเองยึดโยงกับเส้นไหมมาอย่างเหนียวแน่น จึงหวนกลับสู่ตัวตนที่แท้จริง 

พอเรียนจบไอซ์ก็ได้มาช่วยครอบครัวดูแลธุรกิจร้านผ้าไหมต่อ ช่วยกันออกแบบคอนเซปต์ร้านผ้าไหม และเริ่มทำกาแฟกินเองหลังร้านทุกวัน จนเริ่มรู้สึกว่าอยากให้คนชนบทได้ลองชิมกาแฟที่เขาไปเรียนรู้มา จึงเกิดเป็นร้านลายไหม โฮม บรูว์เวอร์ (Laimai Home Brewer) แห่งนี้ขึ้น โดยผสานสิ่งที่เขาชอบทั้งสองอย่างคือผ้าไหมและกาแฟเข้าไว้ด้วยกัน ไอซ์บอกว่าในโลกของกาแฟจะมีคำนิยามกาแฟดี ๆ อยู่คำหนึ่งว่า “Silky” นั่นก็คือ นุ่มดุจเนื้อผ้าไหม กลายเป็นมอตโต้หลักของทางร้าน ที่จะทำกาแฟที่ดีที่สุดประดุจแพรไหม ให้ทุกคนได้ลิ้มลอง 

เมื่อทำอะไรด้วยใจรักผลที่ตามมาย่อมดีเสมอ เพราะจากคนที่ตกหลุมรักในโลกของกาเฟอีน วันนี้ ไอซ์ ขึ้นมายืนเป็นแชมป์ดริปกาแฟคนล่าสุดจากงาน Korat Cup Brewer GP 2025 และยังได้รับทุนให้เรียนต่อเป็น Q Grader อีกด้วย ร้านลายไหมฯ จึงกลายเป็นเสมือนเพชรเม็ดงามของวงการกาแฟไทยที่หล่นอยู่ในอำเภอชนบท อำเภอเล็ก ๆ ที่หลายครั้งเวลาคนได้ยินต่างค่อนแคะว่าบ้านนอก แต่ถึงอย่างนั้นไอซ์ก็ยังยืนยันที่จะชงเครื่องดื่มฝีมือระดับแชมป์ ในราคาประหยัด ให้คนที่แวะเวียนมาเติมคาเฟอีนกันได้ในราคาไม่เกินแก้วละร้อย

เก๋ที่สุด ตรงวิธีการแนะนำกาแฟซิงเกิ้ลออริจินของทางร้าน ที่นำเอาชิ้นผ้าไหมมัดหมี่ของชนบท มาช่วยพรีเซนต์ กลิ่น รส อโรม่า บอดี้เครื่องดื่ม เช่น ให้ความรู้สึกเมื่อดื่มไปแล้วเหมือนโทนสีไหน บอดี้เครื่องดื่มสมู๊ตแบบใด ก็นำเอาเนื้อผ้าไหมที่มีความนุ่มอย่างนั้น และลวดลายสีสันอย่างนั้น มาให้ผู้ดื่มได้ลองสัมผัสก่อนเลือกสั่ง 

ไฮไลท์ไปกว่านั้น สำคัญสุด ๆ ก็คือ ไอซ์สามารถออกแบบเครื่องดื่มพิเศษจากลวดลายผ้าไหมได้ด้วย ไอซ์บอกว่า เขารู้ว่าคนที่มาเยือนชนบทอาจไม่ใช่ทุกคนที่สวมใส่ผ้าไหมและซื้อผ้าไหมกลับ จึงคิดวิธีที่อยากให้ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสถึงความเป็นเมืองแห่งผ้าไหมในราคาย่อมเยาว์ ด้วยการท้าทายความสามารถของตัวเอง เปิดให้ผู้มาเยือนชนบท ถ่ายภาพลายผ้าไหมมัดหมี่ชนบทที่ชื่นชอบ นำมาเป็นโจทย์ให้เขาออกแบบเครื่องดื่มจากกาแฟที่สะท้อนถึงลวดลายนั้น ๆ ให้ลิ้มลองแบบสุดพิเศษ และได้ใช้ทุกผัสสะผสานจินตนาการเข้ามาสัมผัสเครื่องดื่มกาแฟ ผ่านลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ชนบท 

ดังนั้นหนึ่งในความสนุกเมื่อคุณมาเที่ยวอำเภอชนบท ก็คือ หากไปเดินพิพิธภัณฑ์ผ้าไหม หรือ เดินช็อป เดินชมร้านผ้าไหมร้านไหน แล้วเกิดถูกใจลายผ้า ลองถ่ายภาพลายผ้านั้น แล้วนำมาให้ไอซ์ช่วยครีเอทเครื่องดื่มซิกเนเจอร์แก้วต่อแก้วโดยสื่อถึงลายผ้าไหมนั้น ๆ ให้คุณได้กินแบบสุดเอ็กซ์คลิวซีฟได้ ที่สำคัญย้ำว่าออกแบบเครื่องดื่มสุดพิเศษให้ขนาดนี้ แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นแค่ใบแดงนิด ๆ ต่อแก้วเท่านั้น

เผื่อนึกภาพไม่ออก เราขอยกตัวอย่างว่า วันที่แวะไป เราลองถ่ายภาพลายผ้าไหมมัดหมี่ประจำเมืองชนบทบางลวดลาย ไปให้ไอซ์ลองออกแบบเครื่องดื่มให้ชิม เป็นต้นว่า ลายเกล็ดปลากะซิว  ลายน้ำฟอง (บ้างเรียก ลายน้ำพอง) ซึ่งไอซ์ก็ออกแบบเครื่องดื่มออกมาได้ทั้งสีสัน และรสชาติ ที่สื่อสารถึงลายผ้าผืนนั้น ๆ ได้อย่างน่าสนใจ เช่น ลายเกล็ดปลากะซิว เลือกเสิร์ฟเครื่องดื่มแยกเป็นสองชั้น มีชั้นครีมโฟมของกาแฟด้านบน และ มีส่วนเครื่องดื่มกาแฟผสมไซรัปสีเหมือนกับผ้าที่เราส่งตัวอย่างไปที่เจือจางกว่าอยู่ด้านล่าง บนโฟมจะโรยเกล็ดผงบ๊วย เวลาเกล็ดบ๊วยค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมายังชั้นเครื่องดื่มใสด้านล่าง ดูแล้วเหมือนกับปลาซิวตัวเล็ก ๆ ที่กำลังว่ายน้ำอยู่ ตรงกับชื่อของลายผ้า พอลองยกดื่ม เราจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นของโฟมกาแฟ ขณะเดียวกันเมื่อชั้นเครื่องดื่มเหลวด้านล่างเข้ามาเจือ เหมือนได้สัมผัสกับน้ำใส ๆ ให้ความรู้สึกถึงน้ำในบึงธรรมชาติ บอกเลยว่านี่คือการคิดค้นเครื่องดื่มระดับสูงที่ปรกติจะต้องจ่ายหลายตังค์ แต่ที่ลายไหมเราสามารถสัมผัสได้ในราคาย่อมเยา 

อีกลายคือลายน้ำฟอง ที่ไอซ์จะนำเอาสตรอว์เบอร์รีเชื่อมเสียบไม้ วางพาดบนปากแก้ว แทนดอกสีแดงกลางลายผ้า ด้วยลายผ้านี้มีความหนักแน่นและไหลลื่นผสานกันอยู่  ไอซ์จึงดีไซน์เครื่องดื่มแก้วนี้ให้กินง่าย ไหลลื่น และสื่อสารถึงสีของผ้าไหมด้วย ไซรัปที่ผสมลงมาในเครื่องดื่ม ไอซ์บอกว่า จะเป็น Hint ที่ชวนให้รู้สึกถึงสีเหลือง เหมือนสีของลายผ้า เวลาดื่มให้ยกดื่ม แล้วค่อยกินสตรอว์เบอร์รี่ เพื่อให้รสหวานและเนื้อสัมผัสหนา ๆ เข้ามาแทรกระหว่างดื่ม ซึ่งจะชวนให้รู้สึกเหมือนลายผ้าที่มีลายดอกตรงกลาง 

ไอซ์กล่าวทิ้งท้ายกับเราว่า การเลือกปักหลักอยู่ที่บ้านเกิด เปิดร้านกาแฟ ทำให้เขาได้รู้ว่า คนในระดับอำเภอที่ไม่ใช่เมืองใหญ่ ก็ต้องการเครื่องดื่มที่มีคุณภาพ เขาจึงออกไปเรียน ออกไปแข่ง ออกไปชิม เก็บเกี่ยวทุกประสบการณ์ด้านกาแฟระดับโลก เพื่อนำกลับมาทำให้ใกล้เคียงเพื่อให้คนชนบทได้กินกาแฟที่มีคุณภาพ ให้คนโลคอล คนพื้นที่ คนข้างตัวเรา ได้สัมผัสกับทุกประสบการณ์ที่เขาไปสั่งสมมา เพื่อเติมเต็มความสุขให้กับคนบ้านเดียวกัน เพราะเมื่อคนในเมืองมีความสุข บ้านเมืองก็จะมีความสุขตามไปด้วยนั้นเอง ไม่น่าเชื่อว่า เพียงกาแฟในแก้วของร้านลายไหม จะมีความฝันยิ่งใหญ่ และความรักบ้านเกิด ซ่อนอยู่ในนั้นอย่างเต็มเปี่ยม  

ร้าน ลายไหม โฮม บรูว์เวอร์ (Laimai Home Brewer) ตั้งอยู่ในถนนศรีบุญเรือง (ถนนผ้าไหม) ติดธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดทุกวัน เวลา 07.30 – 16.00 น.(หยุดเฉพาะติดภาระกิจ)  โทร.083 149 9488 


3 Meseum ผ้าไหมมัดหมี่ชนบทที่ไม่ควรพลาดชม

“มาเมืองไหน ไม่ไปพิพิธภัณฑ์ ไม่ศิวิไล”  พระราชดำรัสของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ตรัสกับ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ 

รู้ไหมว่า อำเภอชนบทที่หลายคนอาจตีความหมายว่า “บ้านนอก” แต่กลับ มีพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมที่น่าสนใจอยู่หลายแห่งเลยเชียว ดังนั้นควรต้องมองกันใหม่ว่าบ้านนี้เมืองนี้เขาศิวิไลใช่ย่อย

ในเมื่อแฟนคลับของ Local Insider ก็เป็นชนศิวิไลเหมือนกัน เราจึงขอชวนคุณไปสนุกกับการเข้าชมสองพิพิธภัณฑ์ และหนึ่งศูนย์เรียนรู้กันแบบเต็มอิ่มไปเลย


ร้านเมืองไหม ศูนย์การเรียนรู้หัตถกรรมผ้าไหมมัดหมี่ที่ต้องห้ามพลาด

งานผ้ามัดหมี่สามตะกรอที่ทำให้คนรู้จักผ้ามัดหมี่ของชนบท จะมีลาย เกล็ดปลากะซิว ลายจี้เพชร เชิงเทียน ขอพระเทพ ถ้าเป็นผ้ามัดหมี่ของคนสมัยก่อนจะได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ วัฒนธรรม สัตว์ สัตว์มงคล หนึ่งเปิดร้านเมืองไหมได้ 11 ปี แต่ก่อนที่จะเปิดร้าน ก็ทำการทอผ้าไหมมัดหมี่มาโดยตลอดตั้งแต่รุ่นคุณยาย ทำอยู่ในด้านในของร้าน”

หนึ่ง สุรชัย นาสูงชน ลูกหลานชนบท เจ้าของ ศูนย์การเรียนรู้หัตกรรมผ้าไหมมัดหมี่ แห่งร้านเมืองไหม เล่าให้เราฟัง พร้อมกับพาเดินชมลายผ้าไหมสวย ๆ ที่เขาจัดเก็บไว้เป็นคอเล็คชั่นให้ผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชม 

“สมัยก่อนถนนสายไหมนี้ เป็นบ้านเรือนอยู่อาศัยของคนชนบท เป็นบ้านไม้สองชั้นยกใต้ถุนสูงแบบบ้านอีสานโบราณ และทอผ้าไหม เปิดขายผ้าไหมกันตรงใต้ถุนบ้าน คนมาซื้อก็มาซื้อที่ใต้ถุนบ้านตรงกี่ทอกันเลย บ้านของหนึ่งก็เป็นแบบนั้นครับ เราทอผ้าไหมกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ก่อนจะพัฒนาร้านมาจนถึงวันนี้

“หนึ่งตั้งใจอยากให้ร้านเมืองไหม ทำหน้าที่สืบสาน ต่อยอด อนุรักษ์ ลวดลายที่เป็นลายผ้ามัดหมี่ของชนบทเอาไว้ ซึ่งก็มี ลายเกล็ดปลากะซิว ขอพระเทพ พรหมเจ็ดสาย นาคเชิงเทียน แล้วที่สำคัญก็คือ ลายน้ำฟอง (บ้างเรียกลายน้ำพอง) 

“หนึ่งจึงได้หยิบเอาลายผ้าดั้งเดิมมาเป็นแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ลวดลายใหม่ ๆ ขึ้น อย่างเช่น ลายฮีตสิบสองคองสิบสี่ ดอกไม้สิบสองเดือน หรืองานล่าสุด เป็นลายมัดหมี่โบราณชนบททั้งสิบสองลวดลาย บรรจุไว้ในผ้าผืนเดียว”

นอกจากนี้หนึ่งยังพัฒนาร้านในหลาย ๆ ด้าน เช่น การออกงานประกวดต่าง ๆ เพื่อสร้างชื่อเสียง เปิดหน้าร้านจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ไว้บริการเวลาลูกค้ามาเยือนและต้องการซื้อชุดไหมสำเร็จรูป และมีช่างปัก ช่างแกะ ช่างตัด ครบวงจร สามารถรับตัด แก้ไข ปรับทรง ต่าง ๆ ได้ทั้งหมด โดยช่างที่มีก็เป็นคนชนบททั้งหมด

อีกส่วนหนึ่งคือ ศูนย์เรียนรู้ที่หนึ่งเปิดขึ้นเพราะตั้งใจอยากให้เป็นจุดช่วยเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับผ้ามัดหมี่อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ให้คนรุ่นใหม่ และคนที่สนใจเรื่องผ้าไหมมัดหมี่ชนบทโดยเฉพาะ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ ดูงาน และนำมาต่อยอดและนำไปทำงาน ซึ่งหนึ่งสามารถบอกเล่า และปฏิบัติให้ชมได้ทุกกระบวนการ ตั้งแต่การยอมสีผ้า สาวไหม มัดหมี่ ทอผ้า ฯลฯ  ซึ่งหากผู้ใดสนใจเข้าชม หรือศึกษาจุดไหน สามารถโทรปรึกษากับทางร้านเพื่อจัดคอร์สเรียนได้

“งานประกวดมันเป็นพื้นฐานของคนทำผ้า การที่จะทำให้คนรู้จักว่าเราทำผ้าสวยแค่ไหนเราต้องส่งประกวด เป็นการแข่งขันเพื่อให้เห็นความสามารถของเรานี่แหละ ก็ส่งทุกปี ซึ่งเป็นงานประกวดของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งปี พ.ศ.2565 ได้รับประทานเหรียญทองแดง จากผ้าลายขิตนารีรัตน์ราชกัญญา ซึ่งหนึ่งได้นำเอาลวดลายของผ้าไหมมัดหมี่ชนบทมาผสานเข้ากับลวดลายพระราชทาน” 

หนึ่งให้ความรู้เราว่า เอกลักษณ์ของผ้าไหมมัดหมี่ชนบทที่ผู้คนจำได้ก็คือ งานกี่ทอสามตะกรอ ซึ่งเป็นกี่ทอที่ใช้สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งเนื้อผ้าจะมีเอกลักษณ์คือ ผ้ามีสองหน้า ด้านเข้มจะอยู่ด้านใน และด้านสว่างที่ใช้จะอยู่ด้านนอก เนื้อผ้าจะเนียน ลวดลายจะมีความนุ่มนวล วิจิตร อ่อนช้อย และมีลวดลายเฉพาะเป็นของตัวเอง และจุดสังเกตอีกจุดที่สะท้อนถึงฝีมือของช่างมัดหมี่ชนบท ก็คือสามารถมัดหมี่ลวดลายที่มีความโค้งมนได้ ต่างจากที่อื่นซึ่งลวดลายมักจะเป็นเหลี่ยมมุม เส้นสายลวดลายจะสมูท ถ้าเห็นผ้าแบบนี้ ต้องมาจากอำเภอชนบทจังหวัดขอนแก่น  หนึ่งกล่าวทิ้งท้ายกับเราว่า

“สิ่งที่อยู่ในใจหนึ่งเสมอ คือปณิธานที่อยากสืบสาน รักษา และต่อยอด งานผ้าพื้นถิ่นของชนบทให้ยังคงอยู่ และอยู่ต่อไป ให้คนรู้จักว่าผ้านี้คือผ้าของชนบท ไม่ให้เลือนหายไป เพราะผ้าของชนบทนั้นสืบทอดกันมายาวนาน ตั้งแต่เจ้าเมืองคนแรกที่นำผ้าพระราชทานมาให้ชาวบ้านได้สืบทอดลวดลายเอาไว้ อีกอย่างคืออยากให้เยาวชนได้ภาคภูมิใจกับท้องถิ่นของเราที่ทำให้เกิดผ้าพื้นถิ่นของชนบท” 

สนใจอุดหนุนผ้าไหม หรือ เข้าชมศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับผ้าไหมมัดหมี่ชนบท ของร้านเมืองไหม ติดต่อได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 095 192 3626 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.30 น. พิกัดถนนผ้าไหม อ.ชนบท


ชินไหมไทย Live Museum พิพิธภัณฑ์มีชีวิตของคนรักผ้าไหม

หากคุณอยากรู้ทุกเรื่องราวของผ้าไหมมัดหมี่ชนบทแบบละเอียดทุกเส้นไหม ชินไหมไทย Live Museum พิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่ทำทุกขั้นตอนของการผลิตผ้าไหมมัดหมี่เป็นชีวิตประจำวัน คือสถานที่ที่ต้องมาเยือน 

สุรมนตรี ศรีสมบูรณ์ หรือ คุณชิน ที่คนในแวดวงผ้าไหมมัดหมี่รู้จักกันดี ในนาม ชินไหมไทย คือผู้พาแขกเยือนอย่างเราเข้าชมขั้นตอนการผลิตเส้นไหม มัดหมี่ ย้อมสี ทอผ้า ด้วยตัวเอง เพื่อให้เข้าใจแจ่มชัดว่านี้คือพิพิธภัณฑ์มีชีวิต หรือ Live Museum ที่ยังคงผลิตผ้าไหมตามวิถีดั้งเดิมแบบคนชนบท

คุณชิน คือคนไทยคนแรก ที่สามารถนำเอารางวัลอันทรงเกียรติระดับโลก มาสู่ประเทศไทยได้สำเร็จ จากผ้าไหมมัดหมี่ชนบทลวดลาย “ขอพระเทพฯ” ที่คุณชินคิดออกแบบเอง ทำให้เขาได้รับรางวัล เกียรติบัตรรางวัลชนะเลิศรับรองจากยูเนสโก้ (Unesco Craft Price) จากการแข่งขันผ้าพื้นเมืองของ 40 ประเทศทั่วโลก 

ทักษะเชิงช่าง และความเป็นศิลปินของเขา หล่อหลอมขึ้นมาจากครอบครัว และเงินก้นถุงพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  พร้อมรับสั่งของพระองค์ที่ประทับอยู่ในใจ

“ผมเริ่มทำผ้ามาตั้งแต่อายุสิบสี่ สิบห้าปี ไม่ได้เรียนหนังสือกับเขาหรอก ครอบครัวยากจน เลยมาฝึกทอผ้า ตื่นขึ้นก็เห็นพ่อแม่ทอผ้าอยู่แล้ว พอว่างเว้นทำนา ก็มาทอผ้า 

“ครั้งหนึ่งเป็นบุญชีวิต มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ฯ สมัยแรก ๆ ที่แปรพระราชฐานมายังพระตำหนักภูพานราชนิเวศ ซึ่งพระองค์มีรับสั่งให้ทหารมาเรียกตัวไปเข้าเฝ้าว่าทอผ้าสวย และได้พระราชทานเงินก้นถุง 5,000 บาท ซึ่งเราก็ได้นำเงินก้อนนี้มาประกอบอาชีพทอผ้าเรื่อยมา 

“ครั้งแรกที่เข้าเฝ้า พระองค์รับสั่งว่า  ‘ทอผ้าสวย ให้ถ่ายทอดให้คนอื่นบ้าง’  และปีที่สองที่ได้เข้าเฝ้า พระองค์รับสั่งว่า ‘ทอผ้าสวย ให้รักษาศิลปะแขนงนี้ไว้อย่าให้สูญหาย’ ผมจึงจดจำถ้อยรับสั่งของพระองค์ไว้ และน้อมนำมาสืบทอด มาสืบสาน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน รักษาศิลปะแขนงนี้เอาไว้ไม่ให้สูญหาย 

“ผมสะสมผ้าลวดลายต่าง ๆ และได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาเพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ แม้วันนี้พระองค์จะสวรรคตแล้ว เพื่อให้ลูกหลานชาวชนบทได้สืบสานงานทอผ้าไหมมัดหมี่ชนบท และมีงานทำไปด้วยควบคู่กัน จนกระทั่งวันนี้กลายมาเป็นร้านชินไหมไทย อำเภอชนบท นับจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ 50 ปี มาแล้ว 

“ชินไหมไทยของเรา คือพิพิธภัณฑ์ที่ยังมีชีวิต อยู่ในวิถีชีวิตจริง ๆ ไม่ว่าจะนัดหมายมาชม หรือ วอล์กอินเข้ามา ก็จะเห็นวิถีชีวิตการทอผ้าไหมของคนอำเภอชนบทที่นี่ได้เสมอ โดยพิพิธภัณฑ์ก็จะแบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรกก็จะเป็นห้องสะสมผ้าตัวอย่างของภาคอีสาน อาคารที่สองก็จะเป็น อาคารมูนมัง หมายถึง มูนมังสังขยา หรือ สมบัติของคนอีสาน จะเป็นผ้าสะสมลวดลายผ้าต่าง ๆ ของอาจารย์ชินเอง และอาคารที่สามเป็นการสะสมผ้าตัวอย่างของมูลนิธิศูนย์ศิลปาชีพของพระพันปีหลวง และลวดลายผ้าของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และผ้าต่างประเทศ”

คุณชินยังเล่าถึงที่มาของลวดลาย “ขอพระเทพฯ” ที่นำความภูมิใจมาสู่เขาให้เราฟังว่า

“ลวดลายนี้ผมได้แรงบันดาลใจมาจากลวดลายฉลองพระองค์ของกรมสมเด็จพระเทพฯ ที่เห็นจากปฏิทินปีใหม่ เมื่อ 40 กว่าปีก่อน รู้สึกชอบ จึงนำมาแปลงทำเป็นผ้ามัดหมี่ ซึ่งตอนแรกตั้งชื่อว่า ลายกนกเชิงเทียน เนื่องจากในลวดลายจะมีเชิงเทียนเล็ก ๆ แต่ต่อมาเวลามีคนถามถึงบ่อย ๆ และต้องอธิบายที่ไปที่มา จึงเรียกติดปากว่าเป็นลายขอพระเทพ  

“อีกความเข้าใจผิดหนึ่งคือ คำว่าลายขอพระเทพนี้ ไม่ได้หมายถึง ลวดลายตัวเอส (S) อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ด้วยตัวลายกนกที่ร้อยเข้าไปกับเชิงเทียนดูเหมือนตะขอ จึงเรียกว่า “ขอ” นั่นเอง ซึ่งต้องดูดี ๆ นะครับ เพราะช่อโคมไฟต้องมีห้าช่อเท่านั้น จึงจะเป็นลายขอพระเทพตัวจริง ซึ่งผ้าไหมมัดหมี่ลายขอพระเทพ ได้เป็นหนึ่งในสิบผืน ผ้าของประเทศไทยที่ส่งเข้าประกวด และยังสามารถคว้ารางวัลที่ 1 ของ มรดกร่วมเอเชียมาได้ด้วย และหลังจากนั้น ลายขอพระเทพจะเป็นที่รู้จักและโด่งดังมาก นำความภาคภูมิใจมาสู่ชินไหมไทยอย่างมาก” 

ระหว่างที่เรื่องราวต่าง ๆ พร่างพรูออกมา จากคำบอกเล่า และแววตามุ่งมั่น สะท้อนว่าผู้เล่ามีความสุขกับสิ่งที่เขาทำแค่ไหน แต่ละห้องพิพิธภัณฑ์ที่เขาพาชมนั้นตื่นตาตื่นใจอย่างมาก คุณชินจะเป็นผู้นำชมเองทั้งหมด เพื่อบอกเล่าถึงความเป็นมาของสถานที่ ความพิเศษของผืนผ้าแต่ละผืน ให้เราอินไปกับผ้าไหมมัดหมี่สวย ๆ จากทั่วภาคอีสาน และผ้าพื้นเมืองจากนานาประเทศที่เขาสะสมไว้ ซึ่งกิจกรรมการเข้าชมนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพราะคุณชินตั้งใจให้ความรู้เป็นวิทยาทาน ตามเจตนารมย์ที่ต้องการอนุรักษ์บอกเล่าเรื่องราวของผ้าไหมมัดหมี่ชนบทเอาไว้ชั่วลูกชั่วหลาน

ส่วนถ้าใครต้องการสนับสนุน ร่วมสร้างรายได้ให้กับชุมชน ก็สามารถอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมมัดหมี่ชนบท ที่ช็อปร้านค้าด้านหน้าของทางพิพิธภัณฑ์ได้

โลกของผ้าไหมมัดหมี่ชนบทแบบครบวงจรอันน่าทึ่ง พร้อมให้คุณก้าวเข้ามาสัมผัสได้เสมอ ณ ชินไหมไทย Live Museum คือหมุดหมายที่ไม่ควรพลาดมาเยือน สามารถปักหมุดกูเกิ้ลแมป พิมพ์คำว่า ชินไหมไทย เพื่อค้นหาเส้นทางก็ได้ หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ โทร. 0819865233 หรือ เฟซบุ๊ก ชินไหมไทย เยี่ยมชมได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ  ฟรีทุกอย่าง ไม่มีค่าใช้จ่ายใดใด 


อลังการ กำแพงผ้าไหมยาวที่สุดในไทย ณ พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย

เดิมที ศาลาไหมไทย ในวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น อำเภอชนบท นี้จัดแสดงเรื่องผ้าไหมชนบทอยู่แล้ว แต่เงียบเหงาเก่าเก็บ ไม่ค่อยมีใครมาเดิน กระทั่งปลายปีที่ผ่านมามีงบประมาณจาก หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม มอบงบสนับสนุนให้รีโนเวทครั้งใหญ่ จึงกลายเป็น พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย ณ อุทยานการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพ โดยออกแบบด้วยความรู้ด้าน Museology ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ยุคใหม่ ที่ไม่ใช้เทคโนโลยี อาศัยเล่นกับสัมผัสของคน ทำให้เกิดความว้าวในแต่ละห้องจัดแสดง เพื่อชวนให้จดจำ 

ที่นี่จึงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมมัดหมี่ที่สมบูรณ์ที่สุดในไทย อีกทั้งยังสามารถปรับฟังก์ชั่นการใช้งานให้หลากหลาย สามารถปรับห้องจัดแสดงงานเป็นพื้นที่เดินแบบได้อีกด้วย ซึ่งพอส่งขึ้นทะเบียนกับสภาพิพิธภัณฑ์โลก (ICOM) ยังได้รับการยกย่องให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มูลค่าประเมิณสูงถึง 15 ล้านบาท ทั้งที่งบสร้างจริงเพียงสามล้านบาทเท่านั้น ยิ่งสะท้อนว่าการออกแบบพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เจ๋งสุด ๆ 

ห้องจัดแสดงแบ่งเป็น 6 ห้อง และมีส่วนนักพักรับรองนักท่องเที่ยว จำหน่ายอาหาร และของที่ระลึกอีก 1 โซน เปิดประเดิมที่ “ห้องบรมราชกษัตริยาราชภูษิตราพระพันวษาราชนิยม”  จากทางเข้าจะมีผนังบังตาเอาไว้ ไม่ให้เราเห็นภาพด้านใน พอเข้าสู่ด้านในไปก็จะตะลึงกับผนังที่แขวนผ้าไหมเอาไว้มากมาย นี้คือผนังผ้าไหมมัดหมี่ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีถึงสองด้านผนัง ผ้าแต่ละผืนมีชื่อลวดลายกำกับ ให้ผู้สนใจได้รู้จัก ห้องนี้ยังมีเวทีสี่ทิศอยู่ตรงกลางโถง เพื่อจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยม ที่ใช้ผ้าไหมมัดหมี่ชนบทมาตัดเย็บผ่านฝีมือช่างชนบท

เวทีสี่ทิศจะทำให้เราเดินชมชุดได้โดยรอบทิศโดยอัตโนมัติ ประหยัดพื้นที่แต่ได้เห็นรายละเอียดชุดครบทุกมุม ถือว่าออกแบบได้ชาญฉลาด 

ออกจากห้องแรกเข้าสู่ใจกลางอาคาร มีโซนจัดแสดงวิธีทำผ้าไหมทุกขั้นตอน ตั้งแต่สาวไหม มัดหมี่ ย้อมสี ทอผ้า และจากโถงนี้ แบ่งเป็นปีกซ้ายขวา ฝั่งหนึ่งจัดแสดงเส้นไหมย้อมสีธรรมชาติที่ระบุว่าได้สีจากวัสดุธรรมชาติชนิดใด ส่วนอีกฝั่งเป็นโซนห้องพักรับรอง จำหน่ายอาหาร และของฝาก 

จากชั้นหนึ่งเดินขึ้นสู่ชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ “ห้องโถงประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่นและเมืองชนบท” จัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับการตั้งบ้านตั้งเมืองชนบท จัดแสดงหุ่นจำลอง ประกอบเครื่องยศพระราชทานจำลอง ของ ท่านท้าวเพี้ยเมืองแพน หรือ พระนครศรีบริรักษ์ เจ้าเมืองขอนแก่นท่านแรก  และยังมีการจัดแสดงเครื่องยศพระราชทานจำลองและหุ่นจำลองของเจ้าจอมคำแว่น หรือคุณเสือ พระสนมเอกองค์แรกของพระราชวงศ์จักรีและเป็นพระสนมเอกในรัชกาลที่ 1 อีกด้วย สตรีผู้สำคัญกับประวัติศาสตร์การก่อเกิดเมืองขอนแก่น ซึ่งชุดที่หุ่นจำลองสวมใส่นั้น ออกแบบโดย คุณชินแห่งร้านชินไหมไทยช่างหัตถศิลป์อาวุโส ด้านงานผ้าไหมมัดหมี่แห่งอำเภอชนบท 

ฝั่งตรงข้ามหุ่นจำลองบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่นทั้งสองท่าน นั้น จัดแสดงผ้าไหมมัดหมี่ลายโบราณ ซึ่งเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์เดิมที่เก็บรักษาเอาไว้ 

จากโถงนี้ จะเชื่อมไปยังห้องจัดแสดงงานอีกสองฝั่ง  ฝั่งแรกคือ ห้อง “ราชพัตราภรณ์ ชลบทนิกรบวรหัตถศิลป์” ซึ่งแปลว่า จัดแสดงฉลองพระองค์ผ้าไทยที่ชาวชนบทได้น้อมทูลเกล้าฯ ถวาย โดยห้องจัดแสดงนี้จะประดับผนังห้องจัดด้วยวอลเปเปอร์ลวดลายไทยสีทองสลับแดง เสมือนอยู่ท่ามกลางท้องพระโรงของพระราชวัง ภายในมีแท่นเวทียกสูงจัดแสดงหุ่นจำลองสวมใส่ชุดผ้าไทยที่ตัดเย็บขึ้นมา โดยได้แรงบันดาลใจจาก จากต้นแบบฉลองพระองค์ ที่ปรากฏจากภาพในสื่อต่างๆ ในช่วงข่าวในพระราชสำนักหรือพระฉายาลักษณ์จากในปฏิทินต่าง ๆ และแบ่งเป็นแต่ละช่วงวัย ตามพระบรมวงศานุวงศ์ ที่สวมใส่ฉลองพระองค์แตกต่างกันตามพระชันษา ระบุแหล่งที่มาของผู้ตัดเย็บชุด ซึ่งเป็นร้านดังในอำเภอชนบทแห่งนี้ เผื่อใครสนใจก็ตามไปสั่งตัดเสื้อผ้ากันได้

อีกหนึ่งห้องจัดแสดงบนชั้นสอง คือ “ห้องสมณภูษาพุทธศาสนาโลกนาถ” แปลว่า ห้องที่เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมการใช้ผ้าในพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาหลักของชนชาติไทย ซึ่งเป็นห้องที่จัดแสดงผ้าในพระพุทธศาสนา พร้อมประวัติของ หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม ผู้มอบทุนอุปถัมภ์การปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ในห้องจัดแสดงนี้ ยังสามารถปรับฟังก์ชั่นเป็น ห้องสวดมนต์ ทำบุญ นั่งวิปัสสนา 

บอกเลยว่า เป็นพิพิธภัณณ์ผ้าไหมที่ตื่นตาตื่นใจเหลือหลาย ที่สำคัญเข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดใด  เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น. โทรศัพท์ 084 470 5835

กินเตี๋ยวเรืออยุธยานาดอกไม้ไปเดินป่าชมธรรมชาติที่วนอุทยาน ก่อนกลับบ้านแวะกินหมูกระทะสไตล์แคมป์

เชื่อว่าหลายคนนึกไม่ถึงหรอก ว่าชนบท มี วนอุทยานภูหัน ภูระงำ ตั้งอยู่ด้วย ซึ่งเป็นอันซีนเส้นทางเดินชมธรรมชาติในขอนแก่นที่น่าสนใจไม่แพ้แหล่งศึกษาธรรมชาติไหน ๆ ในประเทศเรา เพราะมีให้ชมทั้งหินธรรมชาติรูปใบหน้าคน ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่อายุเก่าแก่กว่าผาแต้ม มีดอกไม้ลานหินสวย ๆ ให้ชื่นชมหากไปตรงฤดูกาล ล่าสุดยังมีข่าวจากเจ้าหน้าที่ว่า นักบรรพชีวินได้ค้นฟอสซิลกระดูก ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นกระดูกไดโนเสาร์  

เส้นทางก่อนไปวนอุทยาน ยังมี ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยารสเข้มข้น ที่ขายดิบขายดี คนแวะเวียนมากินเต็มไปหมด ซ่อนตัวอยู่ในอำเภอชนบทแห่งนี้ 

ส่วนถ้าใครไปเดินป่ามาแล้วยังติดใจเซนส์ของการผจญภัย ก่อนโบกมือลาอำเภอชนบท อาจเลือกปิดทริปด้วยหมูกระทะสไตล์แคมป์ปิ้งของร้าน บ้านเฮาหมูกระทะ ก็นับว่าเป็นการปิดทริปแบบอิ่มท้องอิ่มใจกันไปเลย 


ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยารสเข้มข้น บ้านขามเปี้ยนาดอกไม้ดอนข่า 

เลี้ยวซ้ายแยกใหญ่กลางเมืองชนบท เหมือนจะไปทางอำเภอแวงใหญ่ ขับรถต่อไปราว ๆ 10 กม. จะเจอร้านก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา ใกล้โรงเรียนบ้านขามเปี้ยนาดอกไม้ดอนข่า จุดสังเกตคือมีเสาสัญญาณโทรศัพท์สูงลิบ ให้รีบเลี้ยวเข้าไปจอด เพราะนี่คือพิกัดก๋วยเตี๋ยวเรือรสเข้มข้นแสนอร่อย ตำรับอยุธยาที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง แนะนำว่า ถ้าใครจะไปเที่ยววนอุทยาภูหันภูระงำต่อ ให้แวะกินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้เติมพลังกันก่อน

พี่เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นคนขอนแก่น เดิมทำงานการ์เม้นต์ แต่เพราะพิษโควิด ก็เลยกลับมาอยู่บ้าน ประจวบเหมาะกับมีญาติอยู่อยุธยาและมีสูตรก๋วยเตี๋ยวเรือ จึงขอสูตรและทดลองทำขาย ซึ่งต้องบอกเลยว่า อร่อยเด็ด

บรรยากาศร้านเปิดโล่ง ติดทุ่งนา มีต้นแจงขนาดใหญ่ตรงทางเข้าร้าน และเสาสัญญาณโทรศัพท์เป็นจุดสังเกต และแน่นอนว่า ขายก๋วยเตี๋ยวเรือก็ต้องมีเรือลำใหญ่วางรองเป็นสเตชั่นปรุงก๋วยเตี๋ยวและเป็นสัญลักษณ์ของร้านไปในตัว

ทีเด็ดของก๋วยเตี๋ยวร้านนี้อยู่ที่ “พริกป่นดำ” ที่ทางร้านคั่วเอง ซึ่งทางร้านจะโรยใส่ลงถ้วยด้วยเล็กน้อยและมีให้ตักเติมได้อีก บอกเลยว่า เป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำตกที่ไม่ต้องปรุงก็อร่อยแล้ว แต่ต้องกระซิบว่า ถ้าใครไม่กินเผ็ดต้องบอกทางร้านด้วย จะได้ไม่ใส่พริกรองก้นถ้วยมาแต่แรก แล้วค่อยเอามาปรุงเองตามอำเภอใจ

อีกเรื่องต้องแจ้ง คือถ้าชอบกินก๋วยเตี๋ยวเรือถ้วยเล็ก ต้องระบุด้วยว่าเป็นถ้วยเล็ก ไม่อย่างนั้นทางร้านจะทำพอร์ชั่นไซส์ก๋วยเตี๋ยวทั่วไปมาให้ 

ไอเท็มลับที่ต้องแนะให้สั่งก็คือ กากหมูเจียวกระเทียม สีเหลืองทอง หอมกลิ่นกระเทียมเจียว เคี้ยวกร้วมมันแตกปี๊ดกระแทกต่อมรับรส เพิ่มดีกรีความอร่อยเวลากินก๋วยเตี๋ยวให้ทะลุกราฟ 

ทางร้านไม่มีเนื้อ มีแต่หมูสด ตับ ลูกชิ้น หมูตุ๋น  ซึ่งทางร้านทำออกมาได้ดี หมูนุ่มดีมากๆ และทีาชอบคือผักบุ้งที่ใส่ในถ้วยก๋วยเตี๋ยวเป็นผักบุ้งน้ำ มันถูกต้องที่สุดสำหรับก๋วยเตี๋ยวเรือ ราคาขายเริ่มต้นที่ราคาก๋วยเตี๋ยวถ้วเล็ก 20 บาท 

ร้านก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา ตั้งอยู่ริมถนนสาย ชนบท-แวงใหญ่ ร้านเปิด 09.00 น. และขายไปจนกว่าของจะหมด ร้านจะหยุด 1 วัน คือวันพุธ โทร 09 9262 5456

Unseen ชนบทชมภาพเขียนประวัติศาสตร์เก่ากว่าผาแต้ม และดอกไม้ลานหิน ที่วนอุทยาน ภูหัน ภูระงำ

แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติในขอนแก่นที่หลายคนนึกไม่ถึง อยู่ที่อำเภอชนบทแห่งนี้ วนอทุยานภูหันภูระงำ เป็นวนอุทยานที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก จึงไม่รู้ว่าที่นี่เขามีภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์อายุ 3,000 – 6,000 ปี พูดง่าย ๆ คือ เก่ากว่า ภาพเขียนที่ผาแต้มเสียอีก แถมถ้าใครไปเยือนช่วงปลายฝนต้นหนาว ยังจะได้ชมดอกไม้ลานหินสวย ๆ อีกด้วย  

วนอุทยานแห่งชาติ ภูหัน ภูระงำ อยู่ห่างจากตัวเมืองอำเภอชนบท ประมาณ 15 กิโลเมตร โดยเมื่อขับรถมาถึงสี่แยกที่ว่าการอำเภอชนบท ให้เลี้ยวซ้ายเหมือนจะไปยังอำเภอแวงใหญ่ ขับตรงไปตามทาง สังเกตป้ายด้านขวามือ เลี้ยวเข้าไปไม่นานก็ถึง เอาเป็นว่าสามารถ ปักหมุด GPS กันหลงไปยังพิกัดนี้ได้เลย

พอไปถึงวนอุทยาน ให้คุณจอดรถไว้ตรงลานจอดรถ และเดินเข้าไปยังศูนย์รับรองและบริการนักท่องเที่ยวด้านใน จุดนี้จะมีเรื่องราวของวนอุทยาน แมลงเฉพาะถิ่นสตาฟ เมล็ดพันธุ์พืชป่าต่างๆ  และข้อมูลพืชพรรณ ลักษณะป่าให้สามารถนั่งศึกษาได้ รวมถึงมีกาแฟโคลบริวที่ทางวนอุทยานเตรียมไว้ให้สั่งซื้อมาเติมคาเฟอีนก่อนเดินป่าได้ด้วย 

เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า ชื่อภูหัน-ภูระงำ นั้นมีที่มา โดยคำว่า ภูหัน มาจาก ต้นหนามหัน หรือ คัดเค้า เกิดอยู่มากในพื้นที่ ส่วน ภูระงำ มาจากคำว่า ภูนางงำ หรือ ภูนางงาม เพราะมีเรื่องเล่าขานกันว่ามีเจ้าเมืองที่มีลูกสาวสวย แต่เมื่อเกิดการรับพุ่งกับผู้รุกราน จึงนำเอาลูกสาวมาซ่อนไว้ที่นี่ นั่นเอง 

เส้นทางศึกษาธรรมชาติ มีหลายเส้นทาง แต่ที่อยากแนะนำมี 3 เส้นทาง นั่นคือ เส้นทางด้านในวนอุทยานใกล้กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จุดนี้คุณสามารถเดินชมธรรมชาติ และไปจบตรงลานดอกไม้ลานหินซึ่งเต็มไปด้วย เหล่าบุปผาราชินีที่จะบานให้ชมในช่วงปลายฝนต้นหนาวเท่านั้น ดอกไม้สวย ๆ เหล่านี้มีพระราชทานจากสมเด็จพระพันปีหลวง เช่น  สร้อยสุวรรณา (สีเหลือง) มณีเทวา (สีขาว) ทิพเกสร (สีม่วง) ดุสิตา (ม่วง) นอกจากนี้ยังมีพืชหายากอีกหลายชนิด อาทิ พุดผา หญ้าน้ำค้าง หรือ หญ้ากระต่ายจาม ให้ได้พบเห็นและศึกษากันด้วย

เส้นทางที่สอง เป็นเส้นทางท่องเที่ยวหลักที่ทางวนอุทยานภูมิใจนำเสนอ นั่นก็คือ เส้นทางสามเกิ้ง ประกอบไปด้วย เกิ้งจ้อง เกิ้งตะขาม และ เกิ้งย่ามา เส้นทางนี้ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้นำรถพาออกไป ค่าใช้จ่ายแล้วแต่จะให้ตามสมควร เมื่อติดต่อแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะนำรถกระบะ พานักท่องเที่ยวอย่างเรา เดินทางออกจากวนอุทยานไปยังจุดที่จะลงเดินเทรลในเกิ้งต่าง ๆ เจ้าหน้าที่บอกว่า คำว่า เกิ้ง ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพระจันทร์ แต่หมายถึง ร่ม ซึ่งจุดที่ไปชม จะเป็นหินที่มีลักษณะคล้ายร่ม โดยจุดแรก เกิ้งจ้อง จะเป็นรูปหินที่ถ้ามองดูจะเหมือนใบหน้าคนสองคนจ้องกันอยู่ จุดที่สองคือ เกิ้งตะขาบ จุดนี้มีภาพเขียนผนังหินยุคก่อนประวัติศาสตร์ รูปตะขาบตัวโต รูปคน และสัญลักษณ์ต่าง ๆ  ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่าภาพเขียนผนังที่ผาแต้ม และอีกเกิ้ง คือ เกิ้งย่ามา ตำนานเพิงหิน ที่ว่ากันว่า เป็นสาวท้องแก่ที่หนีสงครามมาคลอดลูกอยู่ในถ้ำนี้จนเติบใหญ่ 

ทั้งสามเกิ้ง มีหลักฐานทางธรณีวิทยาบ่งบอกว่า เกิดมาจากสถานที่เหล่านี้เคยเป็นท้องแม่น้ำอายุกว่า 140 ล้านปีมาก่อน และล่าสุดมีนักบรรพชีวินมาค้นพบฟอสซิลกระดูก ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ แต่คาดว่า เป็นโครงกระดูกไดโนเสาร์ ซึ่งหากเลือกเส้นทางเที่ยวนี้ก็จะได้เห้นจุดที่ค้นพบด้วย

นอกจากนี้ ใกล้กันมีลานหินลานหนึ่งชื่อ ลานหินตัด ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับปราสาทหินที่อำเภอเปือยน้อย เพราะว่ากันว่า นี้คือแหล่งตัดหินเพื่อนำไปสร้างปราสาทหินในละแวกนี้นั่นเอง หลักฐานที่เราพบได้ก็คือ ได้เห็นหินทรายที่ตัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่หลายก้อน  ใกล้ ๆ กัน ยังมีลำธาร มีต้นพุดผาออกดอกสีขาวให้ชม และมีดอกไม้ลานหินบานประปรายให้ชมได้ 

เส้นทางท้ายสุด ที่ทางอุทยานเพิ่งเปิดให้ชม ก็คือ เส้นทางลานดอกไม้ ซึ่งจะเปิดให้ชมในช่วงที่เหล่าบุปผาราชินีบาน นั่นคือ ช่วง ปลายฝนต้นหนาว จุดนี้ต้องนั่งรถเจ้าหน้าที่ออกไปเช่นกัน ระยะทางค่อนข้างไกลสักนิด แต่ก็คุ้มที่จะได้เห็นดอกไม้ลานหินสวย ๆ นานาชนิดดูตระการตา

วนอุทยานภูหัน-ภูระงำ ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวมากางเตนท์ได้ โดยมีเตนท์พร้อมเครื่องนอนให้เช่าราคา 405 บาท และมีบ้านพักอุทยานให้เช่า (มีแค่ 1 หลัง) ประกอบไปด้วย 2 ห้องใหญ่ ที่แต่ละห้องมี 2 เตียงนอน ราคาคืนละ 500 บาทเท่านั้น (ทางวนอุทยานไม่มีอาหารรับรอง มีเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและกาแฟ ดังน้นใครอยากกินปิ้งย่างตอนมาพัก ให้เตรียมมาด้วย) เรียกได้ว่าเป็นอันซีนสายธรรมชาติในขอนแก่นที่ไม่ควรพลาดมาเยือนอย่างยิ่ง  

วนอุทยานภูหัน-ภูระงำ เปิดทุกวันเวลา 07.00 -17.00 น. ไม่มีวันหยุด ติดต่ออุทยาน โทร. 095 925 9244

บ้านเฮาหมูกระทะ หมูกระทะสไตล์แคมป์ปิ้ง อิ่ม เท่ เก๋กู้ด

ไหน ๆ ก็ปิดทริปชนบท ด้วยการเดินป่าเที่ยววนอุทยานแล้ว ก่อนกลับเผื่อใครยังอินเรื่องการเดินป่า แนะนำให้ปิดทริปที่ร้านหมูกระทะ บ้านเฮาหมูกระทะแอนด์บาร์ เพราะที่นี่เขาจะจัดสถานที่เป็นแนวแคมป์ปิ้ง ให้ถ่ายภาพทำคอนเทนต์กันได้ในระหว่างกินหมูกระทะกันไปเลยแบบสวย ๆ หมูกระทะที่นี่เสิร์ฟแบบเป็นเซ็ต มีให้เลือกหลายเซตหลายราคา เริ่มต้นที่ เซตละ 255 บาท รสชาติมาตรฐาน หมูเนื้อคุณภาพดี จัดเซตมาบนฝาหม้อเคลือบ ส่วนด้านในหม้อมีชุดผักซ่อนอยู่ น้ำจิ้มสไตล์น้ำจิ้มหมูกระทะโคราช เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ครบรส น้ำซุปหอมกรุ่นซดคล่องคอเสิรฟ์มาในหม้ออวยให้เติมเองได้ตามอัธยาศัย นอกจากหมูกระทะแล้วใครชอบกินแบบต้ม ๆ ที่นี้ก็ยังมีแจ่วฮ้อนให้เลือกสั่งด้วย  เรียกได้ว่าปิดทริปชนบทกันแบบอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ไปเลย

ร้าน บ้านเฮาหมูกระทะแอนด์บาร์ เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ เวลา 17.00 – 01.00 น. โทร.080 564 0038

เห็นไหมว่า เที่ยวอำเภอชนบทนั้นครบรสเพียงไร แถมยังได้ว้าวแฟ็กเตอร์อีกมากมาย ที่ไม่ควรพลาดมาเยือนโดยประการทั้งปวง เชื่อมั่นเหลือเกินว่า ถ้าคุณแวะเวียนมาชนบทสักหน และลองตามลายแทงที่ Local Insider ไกด์ไว้จนครบ ความรู้สึกว่า Amazing ชนบท! ที่จั่วหัวไว้เป็นชื่อเรื่องแต่ต้นนั้น ไม่เกินจริงแน่นอน 

นักเขียน : สิทธิโชค ศรีโช ภาพ : กานต์ ตำสำสู

Share :