Botanica Tea House เปิดประตูสู่โลกของชา ในบาร์ที่เสิร์ฟทั้งรสชาติและวัฒนธรรม
ในยุคที่ร้านกาแฟ คาเฟ่ผุดขึ้นแทบทุกหัวมุมถนน “Botanica Tea House” เลือกเดินเส้นทางที่ต่างออกไป มิน พลากร จันทเมธิ ตั้งใจทำที่นี่ให้เป็น บาร์ชาใบโดยเฉพาะ แม้จะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวและความหลงใหลที่อยากส่งต่อให้ทุกคนได้สัมผัส

“จุดเริ่มต้นคือเมื่อ 3-4 ปีก่อนผมลองชงชาดอกไม้ตามฉลาก แต่พอดื่มเข้าไปกลับไม่อร่อย ฝาด เฝื่อน จนสงสัยว่าเพราะอะไร หลังจากนั้นก็เริ่มศึกษา ลงลึกจากชาดอกไม้ไปจนถึงชาใบ กลายเป็นความชอบที่ต่อเนื่องมาตลอด”
จากความสงสัยเล็กๆ จนกลายเป็นความหลงใหล Botanica Tea House จึงเต็มไปด้วยเมนูที่ครีเอทีฟและแปลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ชาใส ลาเต้ มัทฉะ โฮจิฉะ ชาอู่หลง ไปจนถึง ชาร้อนจากประเทศจีนและญี่ปุ่นที่คัดสรรมาเป็นหลัก รวมถึงชาจากประเทศอื่นๆ ที่เลือกมาเสริมให้ประสบการณ์การดื่มชาที่นี่ไม่ซ้ำใคร

แต่สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับร้านคือการ “แนะนำชา” ให้กับลูกค้าที่คุ้นเคยกับกาแฟหรือมัทฉะอยู่แล้ว “เวลาใครมาที่ร้าน ผมจะไม่เริ่มจากการขายทันที แต่ถามก่อนว่าชอบโทนแบบไหน ถ้าเป็นโทนดอกไม้ เราก็มีให้เลือก แล้วค่อยแนะนำสิ่งใหม่ๆ ให้ลอง ถ้าลูกค้ายังไม่คุ้น ก็เริ่มจากสิ่งที่เขาชอบก่อน”
หนึ่งในชาที่มินอยากแนะนำมากที่สุดคือ ผู่เอ๋อดิบ ชาโบราณจากต้นชาเก่าแก่กว่า 300–500 ปีในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน “ต้นชาที่อยู่มาได้นานขนาดนั้น แปลว่ามันแข็งแรงจริงๆ ดูดซับสารอาหารได้เต็มที่ เวลาดื่มก็จะได้รสชาติที่สมบูรณ์ ครบรส เป็นประสบการณ์ที่อยากให้ทุกคนได้ลองสักครั้ง”

ชาอีกหนึ่งตัวที่พวกเราชิมแล้วชอบก็คือ ลาเต้ชาอู่หลงจากไต้หวัน ชื่อชาอู่หลง แน่นอนว่าคุ้นหูกันอยู่แล้ว แต่น้อยที่จะได้ลองชาที่นำไปบดเป็นผง จนแทบจะแยกไม่ออกกับมัทฉะ ถ้าเห็นเมนูผ่านๆ คงคิดว่าเป็นมัทฉะแน่นอน แต่แก้วนี้มีความแตกต่างไปสิ้นเชิง ดื่มแล้วมีกลิ่นชาเฉพาะตัวที่หอมอ่อนๆ และไม่มีความขมฝาดอยู่เลย
นอกจากรสชาติแล้ว มินยังเน้นเรื่องคุณค่าทางร่างกายของชาใบแต่ละชนิด ชาขาวช่วยผ่อนคลาย ชาเขียวหลงจิ้งมีคาเฟอีนสูงแต่ยังน้อยกว่ากาแฟ แถมมีสารต้านอนุมูลอิสระและแอล-ธีอะนีนที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ ลดน้ำตาลในเลือดได้ “บางคนบอกว่ากาแฟหรือมัทฉะ attack ร่างกายแรงเกินไป ลองหันมาเลือกชาใบแทนก็เป็นทางออกที่ดีครับ”
Botanica Tea House เป็นร้านขนาดกะทัดรัดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นชาและความตั้งใจ ภายในร้านมีบาร์เล็กๆ ที่นั่งได้ราว 3-4 ที่ ให้บรรยากาศเหมือนโต๊ะสนทนา ทุกแก้วที่เสิร์ฟไม่ใช่เพียงเครื่องดื่ม แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยเรื่องชา ที่มินจะเล่าไปพร้อมๆ กับการชงไปด้วย
บรรยากาศจึงไม่ได้เร่งรีบ แต่เป็นการค่อยๆ จิบ ค่อยๆ คุย เหมาะสำหรับคนที่อยากเปิดใจลองอะไรใหม่ๆ หรือตั้งใจมาแลกเปลี่ยนเรื่องราวของใบชากับคนที่มีความชอบเหมือนกัน
นอกจากนี้ มินยังจัดเวิร์กชอปชาอยู่เป็นระยะ ทั้งการชงเบื้องต้น การรู้จักชาแต่ละประเภท ไปจนถึงการดื่มเพื่อสัมผัสรสชาติอย่างเข้าใจ เวิร์กชอปเล็กๆ เหล่านี้ไม่เพียงเปิดประสบการณ์ใหม่ แต่ยังทำให้ร้านกลายเป็นพื้นที่รวมตัวของคนที่สนใจในวัฒนธรรมการดื่มชาไปด้วย
“สิ่งที่เรายึดถือที่สุดคือ อยากให้ลูกค้าได้วัตถุดิบที่ดี คุ้มค่ากับเงินที่จ่าย และได้ประโยชน์จริงๆ ต่อร่างกาย ที่ร้านเราจะไม่มีการเติมน้ำตาลลงไปในชาร้อนเลย ทุกแก้วคือรสชาติจากชาใบแท้ๆ”
ที่นี่จึงไม่ใช่แค่ร้านชาเล็กๆ แต่เป็นพื้นที่ที่อยากแบ่งปันความรู้สึกจากการดื่มชาใบ วัฒนธรรมการดื่มชาที่ลึกซึ้ง และการเลือกสิ่งที่ดีต่อร่างกายให้กับตัวเอง















